คลังเก็บหมวดหมู่: เบื้องต้น

ใช้ POLARIZE FILTER

ใช้ POLARIZE FILTER

ใช้ POLARIZE FILTER หรือฟิลเตอร์สำหรับตัดแสงสะท้อน

ฟิลเตอร์สำหรับตัดแสงสะท้อนหรือว่า PL Filter จะทำให้ภาพของเราลดการสะท้อนจากโลหะและแก้วลง แล้วยังเพิ่มสีสันให้กับท้องฟ้า ทำให้ภาพของเราดูมีสีสันและมีมิติมากขึ้น สำหรับคนที่ไม่เคยใช้ผมแนะนำลองหามาใช้ดู รับรองว่าภาพที่ได้ โทนสี รายละเอียดภาพที่เคยหายไปเพราะแสงสะท้อน จะกลับมา และทำให้ภาพของเรามีรายละเอียดที่เยอะมากขึ้น

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ LANDSCAPE FILTER

  • เทคนิคถ่ายภาพทิวทัศน์ด้วย Landscape Filter

สำหรับมือใหม่อาจยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร CPLก็คือฟิลเตอร์ชนิดนึงครับ หลายคนคงรู้จักฟิลเตอร์UVหรือฟิลเตอร์Protect ซึ่งเวลาเราซื้อเลนส์ พนักงานขายก็จะแนะนำให้เราใช้เพื่อป้องกันหน้าเลนส์ ก็จะมีหลายเกรดให้เลือกใช้กันตามความเหมาะสมกันเลนส์ที่เราใช้ซึ่งจะสวมไว้ที่หน้าเลนส์ตลอดเวลา ส่วน CPL ฟิลเตอร์นั้น หน้าที่หลักเลยก็คือ ตัดแสงสะท้อนของวัตถุต่างๆ ทำให้เราเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนขึ้น หรือตัดแสงสะท้อนจากผิวน้ำทำให้เห็นสีของน้ำทะเลจริงๆ และสามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ใต้น้ำได้ชัดเจนขึ้น ผลพลอยได้ที่นำมาใช้กันบ่อยๆก็คือตัดแสงฟุ้งและลดหมองควันในอากาศในอากาศ ทำให้ท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้าเข้มขึ้นเมฆขาวเด่นชัด สีสันของวัตถุต่างๆก็เพิ่มความอิ่มขึ้นด้วย

สำหรับการถ่าย ภาพวิวทิวทัศน์ที่มีท้องฟ้าเป็นฉากหลัง ก็จะมีช่วงเวลานึงที่จะทำให้มุมกล้องของเราบันทึกภาพท้องฟ้าที่มีสีสันสวยงามเอาไว้ได้ เราเรียกว่า มุมโพลาไรซ์ ซึ่งมุมโพลาไรซ์ ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ มุมที่ไม่ย้อนแสงกับดวงอาทิตย์หรือไม่หันหน้าเข้าดวงอาทิตย์นั่นแหละครับ โดยพระอาทิตย์ทำมุม 30-40 องศาในท้องฟ้า กรณีพระอาทิตย์ตรงหัวหรือทำมุม90องศาจะได้ผลน้อย ถ้าตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เลยก็จะเข้มที่สุดในช่วงเวลานั้น ถ้าหันข้างให้ดวงอาทิตย์ฝั่งที่ทางดวงอาทิตย์ก็อาจจะเข้มน้อยกว่า ซึ่งจริงๆแล้ว เราก็สามารถสังเกตุได้ด้วยตาเปล่า ว่าตรงไหนเข้มตรงไหนไม่เข้ม ไม่ต้องกางนิ้วชี้ให้ตั้งฉากกับนิ้วโป้งอะไรให้ยุ่งยากก็ได้

เทคนิคถ่ายภาพเจ๋ง ไม่ต้องเป็นช่างภาพมืออาชีพ

เทคนิคถ่ายภาพเจ๋ง ไม่ต้องเป็นช่างภาพมืออาชีพ

การถ่ายภาพ เป็นการบันทึกความทรงจำที่ผ่านมาไม่ให้ลบเลือนหายไปตามกาลเวลา ทำให้คุณได้จดจำช่วงเวลาดีๆเอาไว้เพื่อมาดูย้อนความหลังได้ ในปัจจุบันการถ่ายภาพได้พัฒนาไปมากมีกล้องที่สามารถถ่ายภาพออกมาได้อย่างสวยงาม และ สามารถเลือกรูปภาพได้ ถ่ายไม่ดีก็ลบทิ้งไม่เหมือนสมัยก่อนที่ใช้กล้องฟิล์มที่ต้องคอยมาลุ้นตอนล้างเสร็จ แต่การถ่ายภาพให้ออกมาดีก็จะต้องมีเทคนิคกันหน่อย วันนี้เรามี 20 เทคนิคการถ่ายภาพให้ออกมาสวยอย่างมืออาชีพมาฝากกันไปดูกัน ว่ามีเทคนิคอะไรบ้าง

  1. หาจุดโฟกัสภาพให้เข้าที่ก่อนกดถ่ายภาพ
    • หากคุณไม่สามารถโฟกัสภาพได้หรือโฟกัสผิดจุดอาจทำให้ได้ภาพที่ไม่สวยงาม และรายละเอียดของภาพมาครบถ้วน
  2. เมื่อต้องการถ่ายภาพคนให้โฟกัสที่ดวงตา
    • เมื่อดวงตาชัด รูปที่ถ่ายมาจะดูคมชัดขึ้น อีกทั้งดวงตายังสามารถสะท้อนถึงอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆอีกด้วย
  3. ถ่ายภาพด้วยแสงธรรมชาติ
    • การถ่ายภาพบุคลด้วยแสงธรรมชาติ ถ่ายยังไงก็สวย เนื่องจากแสงธรรมชาติยิ่งถ้าเป็นแสงของดวงอาทิตย์สาดส่องในช่วงเช้าตรู่จะทำให้ถ่ายภาพออกมาได้นุ่มนวล ดูน่าหลงใหล มากยิ่งขึ้น
  4. เลือกพื้นหลังที่ไม่รก หรือ มีรายละเอียดมากจนเกินไป
    • ฉากหลังที่ดูโดดเด่นมากจนเกินไป จะทำให้ภาพของบุคคลที่ต้องการถ่ายไม่โดดเด่น ควรเลือกฉากที่ดูคลีนสะอาดตาเพื่อให้สื่ออารมณ์ของบุคคลออกมาได้มากที่สุด
  5. ถ่ายแบบไม่มองกล้อง
    • เป็นการถ่ายภาพที่กำลังได้รับความนิยม เนื่องจากภาพที่ได้ออกมามีความเป็นธรรมชาติเน้นอารมณ์ได้มากขึ้น
  6. ปรับความเร็วของชัตเตอร์ให้เหมาะสม
    • หากความเร็วของชัตเตอร์ไม่สัมพันธ์กับความยาวของโฟกัสเลนส์ ก็จะทำให้ภาพเกิดการสั่นไหวและเกิดภาพเบลอได้ นอกจากนั้นความเร็วของชัตเตอร์ยังสามารถช่วยหยุดหรือสร้างการเคลื่อนไหวของภาพได้อีกด้วย
  7. ถ่ายสิ่งที่ชอบ
    • การถ่ายรูปเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข เรามีความสุขกับสิ่งไหนเราก็ถ่ายสิ่งนั้น แล้วภาพก็จะออกดี เช่นความสุขของคุณคือการท่องเที่ยวคุณก็ถ่ายสถานที่ท่องเที่ยวที่คุณประทับใจ หรือ ความสุขของคุณคือการกิน คุณก็ถ่ายภาพอาหารก็ได้เช่นกัน
  8. ถ่ายภาพด้วยแสงสะท้อน
    • หากเราอยากได้ภาพถ่ายที่ไม่เหมือนใคร แสงสะท้อนก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจ เช่น การใช้แสงสะท้อนจากน้ำ จากกระจก หรือ จากหน้าต่าง ก็จะทำให้คุณได้เห็นมุมมองใหม่ๆที่แปลกตาไปอีกแบบ
  9. รู้จักการปรับการถ่ายภาพสถานที่ธรรมดาให้ดูสวยขึ้น
    • เปลี่ยนวิธีการมอง อาจพยายามซูมเข้าไปใกล้ๆมากขึ้นเพื่อเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยที่เราอาจมองไม่เห็น หรือ ถ่ายแบบเก็บรายละเอียดสิ่งรอบข้างโดยใช้เลนส์มุมกว้างก็ช่วยให้ภาพดูมีเรื่องราวมากยิ่งขึ้น
    • ทดลองกับแสงที่แตกต่างกัน แสงมาก แสงน้อย มักให้อารมณ์ที่ต่างกัน
  10. วิธีถ่ายรูปให้สวยสำหรับมือใหม่ควรใช้ กฎสามส่วน ในการถ่ายภาพ
    • กฎสามส่วน เป็นหนึ่งในวิธีที่นิยมมากที่สุดสำหรับการจัดตำแหน่งองค์ประกอบของภาพ กฎสามส่วน คือ วิธีการวางตำแหน่งของวัตถุที่อยู่ในภาพของเราไม่ให้อยู่ในกลางภาพ และทำให้มันดูสมดุล ลงตัว เหมาะสม น่ามอง กฎสามส่วน สามารถช่วยให้เราสร้างความน่าสนใจให้กับภาพถ่ายได้มากขึ้น
  11. ควรถ่ายภาพหลายๆมุมมอง ในการถ่ายภาพที่สถานที่เดียวกัน
    • การถ่ายภาพหลายๆมุมกล้อง เช่น แนวนอน แนวตั้ง ถ่ายไกลๆ ถ่ายใกล้ๆ การถ่ายแต่ละแบบจะทำให้เรามองเห็นความแตกต่างของสถานที่นั้นๆ นอกจากนี้ยังทำให้ภาพมีมิติมากขึ้นอีกด้วย
  12. ลองถ่ายภาพสัตว์เลี้ยง
    • การถ่ายภาพสัตว์เลี้ยงเป็นการถ่ายภาพที่สนุกอีกแบบหนึ่ง เนื่องจากสัตว์เลี้ยงจะมีลักษณะเฉพาะที่ชัดเจน การถ่ายภาพสัตว์ก็ให้โฟกัสที่ดวงตาเหมือนกับคน ดวงตาของสัตว์มีความใสซื่อ สื่อสารออกมาได้อย่างเด่นชัด
  13. หลักการถ่ายภาพ แบบ Landscape
    • เป็นเทคนิคการถ่ายภาพแบบกว้าง เป็นภาพที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ มักนิยมถ่ายธรรมชาติ ถ่ายเมือง การถ่ายภาพแบบ Landscape ต้องรู้จักจัดองค์ประกอบของภาพให้ดี หามุมกล้อง เก็บรายละเอียดของภาพให้หมด ควรใช้ขาตั้งกล้องช่วยในการถ่ายภาพด้วย และควรให้ความสำคัญกับ Foreground ในภาพ Landscape เพื่อให้ภาพมีมิติ สามารถแสดงออกได้ถึงความยิ่งใหญ่
  14. ศึกษาเรื่องสภาพอากาศ ความเป็นธรรมชาติของ Location ที่จะถ่าย
    • การศึกษาLocationมีความสำคัญอย่างมากกับการถ่ายภาพ คุณควรรู้ว่าช่วงเวลาไหนที่ถ่ายภาพออกมาแล้วจะสวยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทิศทางของแสง สภาพอากาศฝนตก มีหมอก มีลม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการถ่ายภาพและการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆเพื่อใช้ในการถ่ายภาพ
  15. ช่วงเวลาที่แสงสวยที่สุดในการถ่ายภาพคือช่วง Golden Hour
    • ช่างภาพมืออาชีพทุกคนต่างเคยผ่านช่วงเวลา Golden Hour ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ท้องฟ้ามีความสวยงามมากที่สุด ยิ่งถ้าคุณถ่ายภาพแบบ Landscape มุมมองภาพของคุณจะดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้นช่วงเวลา Golden Hours คือช่วงเวลาก่อนพระอาทิตย์ ตก หรือ ขึ้นแค่ 30 นาที ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นมากคุณควรเตรียมความพร้อมให้ดี
  16. ลองใส่คนเข้าไปในภาพของธรรมชาติดู
    • บ่อยครั้งที่คุณชอบถ่ายภาพธรรมชาติโดยไม่มีคน เนื่องจากต้องการเก็บรายละเอียดของธรรมชาติ แต่หากคุณลองใส่รูปคนเข้าไปอีกนิด จะทำให้ภาพของคุณดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และ คนยังสามารถใช้เปรียบกับขนาดของธรรมชาติได้ เช่น คนกับต้นไม้ คนกับน้ำตก ทำให้ภาพของธรรมชาติดูยิ่งใหญ่มากขึ้นด้วย
  17. รู้จักเส้นนำสายตา
    • การใช้เส้นนำสายตาจะช่วยทำให้ภาพมีทิศทางนำสายตาได้อย่างชัดเจน คนมองภาพจะเข้าใจภาพได้เร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ภาพมีมิติมากยิ่งขึ้น ทำให้มองเห็นความลึกของภาพได้มากขึ้น
  18. ลองถ่ายภาพตามใจตัวเองดูบ้าง
    • บางครั้งการทำตามใจของตัวคุณเอง ลองถ่ายภาพในแบบที่คุณอยากจะถ่าย ภาพในสไตล์ของคุณโดยไม่ต้องไปคำนึงถึงเทคนิคต่างๆ ถ่ายตามความรู้สึกไม่แน่ว่าคุณอาจได้สัมผัสกับมุมมองใหม่ที่ไม่เหมือนใครซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของคุณก็ได้
  19. หมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ
    • เนื่องจากเทคนิคการถ่ายภาพนั้นมีมากมายเหลือเกิน คุณควรหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ พกกล้องไปด้วยทุกวันที่สามารถทำได้ หามุมกล้องใหม่ๆ รวมทั้งศึกษาขั้นตอนพื้นฐานสำหรับการถ่ายภาพให้แม่นยำ เพื่อจะได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที
  20. หาอุปกรณ์การถ่ายภาพที่เหมาะสมกับตัวเอง
    • อุปกรณ์ในการถ่ายภาพสำหรับมือใหม่ ไม่จำเป็นที่จะต้องซื้ออุปกรณ์ทุกอย่าง เนื่องจากกล้องถ่ายภาพและอุปกรณ์ต่างๆค่อนข้างจะมีราคาที่แพง มือใหม่ควรเลือกซื้อกล้องที่ราคาไม่แพงมาก แต่ได้ฟังก์ชั่นการถ่ายภาพครบถ้วน หากคุณมีความชำนาญมากขึ้นแล้วจึงค่อยซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมหรือซื้อกล้องตัวใหม่เมื่อคุณมีความพร้อมจะดีกว่า

เลือกใช้ ISO ให้เหมาะสม

เลือกใช้ ISO ให้เหมาะสม

ISO คืออะไร 

คำว่า ISO เป็นภาษากรีกโบราณ ความหมายก็คือ เท่ากับ ในยุคของกล้องฟิล์มนั้น ค่าISO หรือความไวแสงของฟิล์มนั้นที่มีตัวเลขน้อย (มีความต้องการแสงมาก) ตัวเลขยิ่งมากความไวแสงของฟิล์มก็ยิ่งเร็วมาก (ต้องการแสงน้อยลง) ภาพที่มีค่า ISO 100 จะมืดกว่าภาพที่มี ISO สูงๆ สำหรับ ISO ในยุคของกล้องดิจิตอล คือ ความไวแสงที่มีในกล้องดิตอล หรือ ค่าอิมเมจเซนเซอร์ในการรับแสง

ซึ่งตัวเลขมีค่ามาก ความไวต่อการรับแสงก็มากขึ้นไปด้วย ทำให้ผู้ถ่ายรูปได้สปีดชัดเตอร์ที่เพิ่มขึ้นด้วย และสามารถที่จะถ่ายในที่มีความไวแสงสูงๆ เช่น คนวิ่ง เด็กกระโดดน้ำ แต่การที่ใช้ ISO ที่สูงขึ้นนั้นจะทำให้เกิด น้อยส์ (Noise) ซึ่งทำให้คุณภาพของภาพลดลงตามไปด้วย

ISO กับการใช้งานในสถานการณ์ต่างๆ

จริงอยู่ที่การใช้กล้องในปัจจุบันนั้น มักจะนิยมใช้ค่า ISO ที่น้อยไว้ก่อน เพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีที่สุดนั่นเองครับ แต่ในบางสถานการณ์นั้น ก็ยากที่จะเลี่ยงใช้ค่า ISO ที่สูงได้ แม้จะต้องแลกกับอัตราการเกิด Noise ภายในภาพเพิ่มขึ้นก็ตามที

ซึ่ง Admin เชื่อว่าเป็นปัญหาสำหรับหลายๆท่านเลยทีเดียว เพราะ อยากได้ไฟล์ที่มีคุณภาพสูง มี Noise ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเรามาดูไปพร้อมๆกันครับ ว่า เราจะพลิกแพลงในการใช้ค่า ISO ในสถานการณ์ต่างๆอย่างใด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ISO Auto

สำหรับค่า Default เดิมๆของตัวกล้อง มักจะนิยม Setting เป็น ISO Auto มาให้ครับ ซึ่งเจ้า ISO Auto เป็นอีก 1 ผู้ช่วยชั้นดีสำหรับผู้ใช้งานกล้องในระดับเริ่มต้น เพราะ ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องปรับค่า ISO แต่อย่างใด ตัวกล้องจะเป็นผู้คำนวนสถานการณ์ ณ ตรงหน้า และ ทำการเลือกค่า ISO ที่เหมาะสมให้ทันทีครับ

ซึ่งค่า ISO ที่เหมาะสมที่ตัวกล้องทำการเลือกให้นั้น จะแตกต่างกันไป เพราะ ระบบประมวลผลในกล้องแต่ละรุ่นนั้น ล้วนมีวิธีการคิดที่แตกต่างกันออกไป แต่โดยส่วนมาก ตัวกล้องจะพยายามเลือกค่า ISO ที่ทำให้ได้ค่า Speed Shutter มากเพียงพอที่จะไม่ทำให้ภาพเกิดการสั่นไหว

ISO กับ สภาพแสงปกติ

เชื่อว่าทุกท่านคงตั้งค่า ISO กันไว้ต่ำที่สุดเท่าที่ตัวกล้องจะทำได้ ไม่ว่าจะเป็น ISO low , ISO 100 หรือ ISO 200 ที่นิยมกันนั่นเองครับ ซึ่งปกติของสภาพแสงในช่วงเวลากลางวัน ค่า ISO 200 มักจะให้ผลงานเป็นที่น่าพอใจ ส่วนหนึงเพราะสภาพแสงเพียงพอทำให้ ตัวกล้องสามารถใช้ค่า Speed Shutter ที่ไวได้

โดยที่ตัวกล้องไม่เจออาการภาพสั่นเบลอได้นั่นเอง ยิ่งใช้งานร่วมกับเลนส์ที่ค่ารูรับแสงกว้างๆอย่าง 1.2 / 1.4 / 1.8 ด้วยแล้ว แทบจะไม่ต้องเปลี่ยนค่า ISO กันเลยทีเดียว

ทั้งนี้หากเป็นเลนส์คิทที่ปกติแล้วค่ารูรับแสงอาจจะไม่ได้กว้างเท่าไรนัก ก็อาจจะต้องพิจารณาสภาพแสง รวมถึงสภาพแวดล้อมประกอบด้วยครับว่า ที่ค่า ISO 200 นั้น สามารถทำค่า Speed Shutter ได้ไวเพียงพอต่อการถือถ่ายภาพแล้วไม่เกิดภาพสั่นไหวหรือไม่ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะต้องปรับค่า ISO กันบ้าง จากเดิม 200 มาที่ 400 – 800 ตามแต่สถานการณ์

อย่าเพิ่งรีบใช้แฟลช

อย่าเพิ่งรีบใช้แฟลช

อย่าเพิ่งรีบใช้แฟลช ให้ลองตั้งค่าถ่ายแบบไม่ต้องใช้แฟลชก่อนก็ได้

แฟลชแม้ว่าจะสามารถเปิดรายละเอียดของส่วนมืดได้ (ถ้าหากว่าแสงแฟลชไปถึงและใช้อย่างเหมาะสม) แต่ว่าการถ่ายภาพในการอาคารร่วมกับการใช้แฟลชสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่เคยฝึกการใช้แฟลชอย่างจริง ๆ จัง ๆ แฟลชอาจจะสร้างปัญหาให้เราได้ ทั้งวิธีการถ่าย การเบาซ์แฟลช เป็นต้น แล้วทำไงล่ะ ง่าย ๆ คือยังไม่ต้องใช้

การถ่ายภาพในอาคารด้วยแสงธรรมชาติมันก็สวย แล้วจัดการได้ง่าย วิธีการคือแรก ๆ ให้เราใช้รูรับแสงกล้องที่กว้างที่สุดก่อน จากนั้นเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่สัมพันธ์กับเลนส์ แล้วก็เพิ่ม ISO ให้เหมาะสม อาจจะต้องดัน ISO บ้างเพื่อให้กล้องไวต่อแสงมากขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องง่ายที่สุดสำหรับมือใหม่ แค่นี้เราก็ถ่ายภาพได้เลยโดยที่ไม่ต้องใช้แฟลชครับ (เว้นแต่โจทย์เราต้องการจะใช้แฟลชจริง ๆ จัง ๆ อันนั้นอีกเรื่องนึงละ)

นอกจากนี้ถ้าหากว่ากล้องเรามีระบบกันสั่นจะช่วยให้เราใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำกว่าทางยาวโฟกัสได้บ้าง ซึ่งนั่นก็แล้วแต่ครับว่ากล้องแต่ะละตัวชดเชยระบบกันสั่นได้แค่ไหน

10 เทคนิคการใช้แฟลชถ่าย PORTRAIT

  1. เลี่ยงการยิ่งแฟลชตรง ๆ
  2. เลือกว่าอยากใช้แฟลชเป็นแสงหลักหรือเปิดเงา
  3. มองหาของสีขาวเพื่อสะท้อนแฟลช
  4. ใช้ SOFT BOX เป็นตัวช่วย
  5. ใช้แฟลชเพื่อถ่ายหลังดำ
  6. OUTDOOR ก็สามารถใช้แฟลชได้
  7. ใช้แฟลชแยกเพิ่มลูกเล่นของทิศทางแสง
  8. ใช้แฟลชมากกว่า 1 ตัว สวยขึ้นเยอะ
  9. ใช้แฟลช HIGH SPEED SYNC หยุดการเคลื่อนไหว
  10. ถ่านแฟลชก็สำคัญนะ (ถ่ายต่อเนื่อง)

เลือกใช้พื้นหลังแบบง่าย ๆ

เลือกใช้พื้นหลังแบบง่าย ๆ

วิธีง่าย ๆ ในการถ่ายภาพที่เหมาะกับมือใหม่คือ ต้องคิดก่อนว่าเราควรจะใส่อะไรเข้าไปในภาพ โดยที่ไม่ทำให้ภาพเกิดความสับสนของเนื้อหาในภาพ

ถ้าเป็นไปได้แรก ๆ ให้เลือกใช้ พื้นหลัง แบบธรรมดา ๆ เลย ธรรมดายังไงล่ะ ก็คือสีพื้นหลังที่ดูเรียบ ๆ ไม่มีรายละเอียดมากวนมาก เพื่อช่วยให้คนหรือแบบในภาพเด่นชัดขึ้น โดยเฉพาะดวงตา ทำให้คนดูมองไปที่ตัวแบบแทนที่จะดูฉากหลังแปลก ๆ ที่โดดเด่นแบ่งตัวแบบนั่นเอง แล้วก็เป็นไอเดียที่ง่ายซึ่งเหมาะกับมือใหม่ที่อาจจะจัดองค์ประกอบที่ซับซ้อนยังไม่ถนัดนัก

7 เคล็ดลับการเลือกฉากหลังให้ภาพถ่าย

  1. ใช้ฉากหลังที่ดูเรียบง่าย
    • บ่อยครั้งที่เราพบว่าฉากหลังบางทีอาจจะดูรกมากเกินจนแย่งความโดดเด่นของตัวแบบหลักเรา สิ่งที่เราทำได้ง่ายที่สุดก็คงจะเป็นการเลือกฉากหลังที่มันดูเรียบง่ายไปเลย ซึ่งนั่นจะทำให้ Subject ดูเด่นและมีความสำคัญมากขึ้น
  2. ใช้การละลายหลัง หรือการเว้นระยะระหว่างแบบกับฉากหลัง
    • เรื่องของการละลายฉากหลังก็ยังคงเป็นเรื่องที่ใช้ได้ดีอยู่ เราอาจจะเลือกที่จะใช้เลนส์ที่รูรับแสงกว้างเพื่อที่จะละลายฉากหลังให้มากขึ้น และหาจังหวะหรือจัดองค์ประกอบเพื่อให้ตัวแบบห่างจากฉากหลังเพื่อให้เกิดการเบลอที่ฉากหลังนั่นเองครับ ทำให้เราสามารถที่จะจับจังหวะของตัวแบบได้โดดเด่นและก็ยังมีเรื่องราวที่ฉากหลังให้เห็นบ้างได้ด้วย
  3. การถ่ายเจาะ หรือ CROP ภาพก็ได้
    • บางครั้งภาพที่เราถ่ายอาจจะเก็บเรื่องราวมาเยอะจนทำให้จุดสนใจ หรือแบบหลักในภาพมันโดนลดความสำคัญลง การ Crop ภาพ หรือการเลือกถ่ายเจาะจงตัวแบบนั้น ๆ ลงไปเลย จะทำให้เราระบุสิ่งสำคัญในภาพถ่ายเพื่อนำมาสื่อสารกับคนดูได้อย่างชัดเจน การทำแบบนี้จะแก้ปัญหาเรื่องฉากหลังที่รก แล้วก็ยังทำให้ตัวเรื่องหลักของเราโดดเด่นขึ้นได้ครับ
  4. ถ่ายภาพให้เกิดความสมดุล
    • หากเราถ่ายภาพท่องเที่ยว หรือการที่จะถ่ายเพื่อเก็บบรรยากาศซึ่งเราไม่สามารถไปทำอะไรกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ การจัดวางมุมภาพให้ดูสมดุลกันและเล่าเรื่องเป็นเรื่องราวเดียวกัน ก็จะทำให้ฉากหลังนั้นลงตัวกับเรื่องราวหลังได้ด้วย
  5. ลองเปลี่ยนมุมมองจากสถานที่เดิมดู
    • บางครั้งเพื่อให้เราได้ภาพถ่ายที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการถ่ายภาพท่องเที่ยว เราเพียงแค่ลองเปลี่ยนตำแหน่งของการถ่ายภาพ หรือเปลี่ยนมุมถ่ายภาพดู จัดองค์ประกอบใหม่ครับเพื่อให้ฉากหลังและตัวแบบในภาพเป็นเรื่องราวเดียวกัน การเปลี่ยนมุมมองเหมือนจะไม่ใช่เทคนิคอะไร แต่จริง ๆ แล้วถ้าสังเกตดี ๆ การที่เราเปลี่ยนมุมมองใหม่เราสามารถเลือกได้นะว่าจะเอาอะไรใส่เข้ามาในเฟรมภาพของเราหรือเราจะเลือกเอาอะไรออกจากเฟรมภาพที่มันรบกวนแบบหลักก็ได้ครับ ทำให้เรื่องราวในภาพมันดูลงตัวมากขึ้น
  6. ใช้เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสเยอะหน่อย
    • การใช้เลนส์ที่มีระยะโฟกัสที่เยอะขึ้น ทำให้ฉากหลังที่เราถ่ายกับตัวแบบนั้นถูกดึงเข้ามาใกล้ตัวแบบมากขึ้น นอกจากนี้ระยะซูมยิ่งมาก ฉากหลังก็จะโดนดึงเข้าหาแบบได้มากขึ้น หรือจะเลือกละลายฉากหลังก็ยังทำได้
  7. การใช้กรอบภาพ สร้างจุดสนใจให้กับตัวแบบหลักของภาพ จะเป็น FOREGROUND หรือ BACKGROUND ก็ได้
    • การใช้กรอบภาพตามธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งวิธีในการเลือกฉากหลังที่ช่วยให้สายตาของคนดูเพ่งไปที่ศูนย์กลางของกรอบนั้น เราสามารถที่จะเอาคน หรือเรื่องราวหลักใส่เข้าไปในกรอบก็ได้

ถ่ายภาพให้เห็นความชัดของฉากหลัง

ถ่ายภาพให้เห็นความชัดของฉากหลัง

ถ่ายภาพให้เห็นความชัดของฉากหลัง สื่อถึงมิติที่ลึกลงไป โดยเฉพาะการถ่ายภาพวิวกับคน

เมื่อเราถ่าย ภาพทิวทัศน์ (ภาพวิวนั่นแหละ) เรามักจะให้รายละเอียดกับความคมชัดทั้งภาพ การใช้เลนส์มุมกว้างสำหรับเก็บรายละเอียดกว้างมาก ๆ เข้าไปในภาพก็เป็นเรื่องที่เหมาะเหมือนกันที่จะให้ภาพเราเห็นถึงความลึกของภาพ หรือถ้าเราไม่มีก็เลือกใช้รูรับแสงที่แคบหน่อยเพื่อที่จะให้ระยะชัดครอบคลุมทั่วทั้งภาพ ถ้าหากว่าแสงเข้ากล้องน้อยเกินไป (หากถ่ายช่วยแสงน้อย และใช้รูรับแสงแคบ) ก็ควรมีขาตั้งด้วย

การถ่ายภาพทิวทัศน์

การถ่ายภาพทิวทัศน์ หรือที่นักถ่ายภาพบ้านเรานิยมเรียกทับศัพท์ว่า แลนด์สเคป (Landscape) เป็นหนึ่งในหมวดหมู่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของการถ่ายภาพ ซึ่งในการจะถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ให้ออกมาสวยงามไม่ได้มีเทคนิคอะไรที่ซับซ้อน  แต่สำหรับมือใหม่ก็อาจไม่ใช่เรื่องง่าย คำว่า ภาพวิวทิวทัศน์ที่ดี อาจมองได้หลายมุม บ้างว่าต้องแสงสวย บ้างเน้นที่การจัดวางองค์ประกอบของภาพ บางคนว่าต้องมีอารมณ์อยู่ในนั้น

บางความเห็นว่าต้องเป็นภาพที่มีความลึก และอีกสารพันคำตอบที่จะว่าไปแล้วก็แทบไม่มีข้อได้ผิด สำหรับมุมมองในส่วนของผู้เขียนเอง เห็นว่าทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องไม่อาจละเลยได้ทั้งสิ้น ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ภาพวิวทิวทัศน์ภาพนั้น ๆ มีคุณค่ามีความหมาย ภาพ ๆ นั้น จะต้องสามารถแสดงความเป็นเอกลักษณ์ หรือจุดเด่นของสถานที่นั้น ๆ ออกมาให้ได้มาที่สุด และเงื่อไขอันจำเป็นที่จะเอื้อให้เกิดภาพอย่างที่ว่ามานั้นก็ขึ้นอยู่กับเรื่องของ “เวลา”

ทำการบ้านเรื่อง EXPOSURE TRIANGLE

ทำการบ้านเรื่อง EXPOSURE TRIANGLE

ทำการบ้านเรื่อง EXPOSURE TRIANGLE ความสัมพันธ์ของสามค่า SHUTTER SPEED – ISO – APERTURE

เพื่อให้ภาพถ่ายของเราได้ค่าแสงที่โอเคที่สุด ตรงตามความต้องการที่สุด เราควรจะเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ของค่าแสง หรือ Exposure Triangle จะมีสามค่าด้วยกันคือ Aperture หรือ รูรับแสง, Shutter Speed หรือ ความเร็วชัตเตอร์ และ ISO หรือค่าความไวแสง

นอกจากนี้เรายังจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการควบคุมทั้งสามค่านี้ เมื่อเราปรับตัวเลือกเหล่านี้สักตัว เราก็ต้องเข้าใจว่ามันจะกระทบอะไรกับภาพถ่ายของเรา หรือกระทบกับค่าอื่น ๆ ที่เหลือหรือเปล่า

ดังนั้นเรื่อง Exposure Triangle เลยเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ดังนั้นถ้าหากว่าเราอยากจะอ่านเพิ่มเติมเรื่องนี้ผมทำไว้เรียบร้อยแล้ว

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของ EXPOSURE TRIANGLE

  • Exposure Triangle พื้นฐานการตั้งค่า Aperture, Shutter Speed, ISO รู้เรื่องนี้ ถ่ายโหมด M ได้แน่นอน!

เทคนิคถ่ายภาพตอนกลางคืน

เทคนิคถ่ายภาพตอนกลางคืน

แน่นอนว่าแสงเป็นสิ่งสำคัญในการถ่ายภาพ ในช่วง กลางวัน ใครๆ ก็ถ่ายภาพได้ แต่ถ้าหากเป็นตอนกลางคืนที่ไม่มีแสงหรือแสงน้อย จะถ่ายอย่างไร เราสามารถถ่ายภาพกลางคืนให้สวยงามและโดดเด่นได้ เพียงแต่เราต้องเตรียมตัว รู้หลักเล็กๆ น้อยๆ และฝึกฝนบ่อย ๆ เพียงเท่านี้เราก็จะมีโอกาสถ่ายภาพหลังดวงอาทิตย์ตกได้สวยงามแน่นอน การเตรียมความพร้อมทั้งคนและอุปกรณ์ถือเป็นเรื่องสำคัญ ควรเตรียมหาสถานที่ถ่ายที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงปัจจัยที่ทำให้ภาพถ่ายตอนกลางคืนสวย ขึ้นอยู่กับท้องฟ้า สภาพอากาศ และการโคจรของดวงจันทร์ ก่อนออกไปถ่ายภาพ Landscape ภาพถ่ายวิวทิวทัศน์ และ Star trail การถ่ายภาพดาว และใช้แอปพลิเคชั่นจำลองท้องฟ้า เพื่อจำลองท้องฟ้าในคืนที่อยากออกไปถ่าย แต่ถ้าอยากได้ภาพถ่ายดาวเหนือสวยๆ

เริ่มถ่ายก่อนท้องฟ้ามืด ช่วงเวลาก่อนมืดนี้ก็เป็นช่วงที่ช่างภาพห้ามพลาด เพราะทันทีที่ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ท้องฟ้าจะเปลี่ยนสีอย่างรวดเร็ว ดังนั้นให้เตรียมตัวถ่ายก่อน เพื่อให้ได้ช่วงภาพถ่ายดวงอาทิตย์ตก รวมไปถึง blue hour ช่วงเวลาหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ท้องฟ้าจะเป็นสีน้ำเงิน บางทีก็ปนสีส้มและสีแดงด้วย ซึ่งเป็นช่วงที่สวยที่สุด

เตรียมอุปกรณ์ดีๆไปด้วย

  • ขาตั้งกล้อง ในการถ่ายภาพที่แสงน้อยอย่างตอนกลางคืน ซึ่งต้องถ่ายโดยการเปิดชัตเตอร์นาน ๆ ทำให้ไม่สามารถถือกล้องถ่ายภาพได้ ดังนั้นจึงมีตัวช่วยคือขาตั้งกล้อง ซึ่งทำให้ได้ภาพถ่ายที่คมชัดไม่เบลอ และป้องกันไม่ให้กล้องสั่น
  • เลนส์มุมกว้าง คือตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายภาพในช่วงเวลากลางคืน ทางยาวโฟกัสอยู่ในช่วง 14-24 mm เลนส์มุมกว้างจะช่วยให้มุมมองของภาพกว้างขึ้น เก็บรายละเอียดภาพได้มากขึ้น และช่วยให้ภาพคมชัดมากขึ้นเมื่อใช้กับ ค่า f มาก ๆ 
  • ไฟฉาย เมื่อต้องการ การใช้ฉากหน้าในภาพถ่าย เพื่อทำให้ภาพมีองค์ประกอบอื่นที่น่าสนใจ ในเวลากลางคืนไฟฉายเป็นตัวช่วยที่ดี เพื่อให้เราเห็นวัตถุชัดเจน และง่ายต่อการโฟกัส 
  • รีโมท เมื่อเปิดความเร็วชัตเตอร์นาน ต่อให้กล้องมีการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย ภาพก็เบลอได้ ทางแก้ปัญหาอีกวิธีหนึ่ง เมื่อตั้งค่าการถ่ายภาพกลางคืนแบบ Long Exposure ให้ใช้รีโมทช่วย

ตั้งค่ากล้องให้พร้อม

เมื่อจะตั้งค่ากล้องสำหรับถ่ายภาพในช่วงกลางคืน จำไว้ให้ดีว่าการตั้งค่าต้องพอดีกับแสงซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยมีสามหลักใหญ่ ๆ ที่ควรคำนึงถึงเวลาตั้งค่าถ่ายรูปตอนกลางคืน

1. Shutter Speed ความเร็วของชัตเตอร์ 

ช่างภาพตอนกลางคืนจะตั้งค่าความเร็วของชัตเตอร์ช้า ทำให้จับภาพ อย่างการเคลื่อนไหวของผิวน้ำ แสง ออกมาให้เห็นเป็นเส้นสาย และทำให้ภาพดูสวยงาม ส่วนการถ่ายภาพดาวที่เป็นเส้น Star Trail ต้องเปิดชัตเตอร์ค้างไว้ตั้งแต่ 30 วินาที ถึง 5นาที หรืออาจนานกว่านั้น หรือจะใช้ bulb mode ก็ได้

2. Aperture ค่ารูรับแสง 

เมื่อใช้ความเร็วชัตเตอร์ช้าแล้ว ก็มาตั้งค่ารูรับแสงให้แคบ แต่ถ้าต้องการจับภาพให้เร็วขึ้น ก็ให้ใช้ความเร็วชัตเตอร์เร็วขึ้น แล้วก็ต้องตั้งค่ารูรับแสงกว้างเพื่อให้แสงเข้าได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้การตั้งค่ารูรับแสงขึ้นอยู่กับว่าเราอยากได้ภาพถ่ายแบบไหน

3. ISO ค่าความไวแสง 

ISO มีผลต่อภาพ เมื่อถ่ายภาพในช่วงเวลากลางวันที่มีแสงเยอะ จะใช้ค่า ISO ต่ำ คือ 100 – 200 แต่เมื่อถ่ายภาพในช่วงกลางคืน จะต้องเพิ่มค่า ISO ให้สูงขึ้น ขึ้นอยู่กับสภาพท้องฟ้าในคืนนั้น ในกรณีที่ถ่ายภาพโดยไม่มีขาตั้ง ก็อาจจะต้องใช้ ISO สูงๆ เพื่อให้สามารถใช้ความเร็วชัตเตอร์เร็วพอที่มือเราจะสามารถถือกล้องถ่ายได้ แต่ในกรณีที่มีขาตั้งกล้องก็ใช้ ISO ต่ำไป

Focus infinity โฟกัสวัตถุระยะไกล

ในตอนกลางคืน วัตถุที่อยู่ไกลออกไป อย่างเช่นเทือกเขา หรือดาว ทำให้เราโฟกัสได้ยากขึ้น ให้ตั้งกล้องบนขาตั้งกล้อง แล้วเปลี่ยนมาใช้โฟกัส Manual จะดีกว่า หมุนวงแหวนโฟกัสไปที่ Infinity ให้ทดสอบดูด้วยการเปิดค่า ISO สูง ๆ ร่วมกับการใช้รูรับแสงแคบๆ เพื่อให้เกิดระยะชัดที่ครอบคลุมทั้งภาพแล้วตั้งความเร็วชัตเตอร์ให้เร็วก่อน เพื่อที่ว่าเราจะได้ไม่ต้องเสียเวลารอภาพถ่ายนานๆ และดูว่าภาพที่ถ่ายได้เป็นอย่างไร จากนั้นถึงค่อยปรับลดค่า ISO กับค่ารูรับแสงตามที่ต้องการ และปรับความเร็วชัตเตอร์ให้นานขึ้น

Foreground เทคนิคการใช้ฉากหน้า

ถือเป็นเรื่องธรรมดากับการโฟกัสเฉพาะท้องฟ้า แต่บางทีก็ต้องทำให้ภาพน่าสนใจ นั่นคือเทคนิคการถ่ายฉากหน้า Foreground โดยมีองค์ประกอบอยู่หน้าฉาก สิ่งที่ต้องระวังคือไม่ให้ฉากหน้าเด่นกว่าฉากหลังที่เรากำลังเล่าเรื่องราวของภาพ จริงๆแล้วฉากหน้าคือหัวใจสำคัญของการถ่ายภาพด้วยเลนส์มุมกว้าง มันเป็นพระเอกในการสร้างมิติให้กับภาพและช่วยทำให้ภาพดูไม่แบน

หลีกเลี่ยงการที่ทำให้กล้องสั่นไหว

หลีกเลี่ยงการที่ทำให้กล้องสั่นไหว

หลีกเลี่ยงการที่ทำให้กล้องสั่นไหว การทำให้เกิดภาพเบลอ (ควรเข้าใจด้วยว่าทำไมภาพนี้ถึงชัด ภาพนี้ถึงเบลอ เกิดจากอะไร?)

กล้องสั่นหรือ เบลอ เป็นสิ่งที่คนถ่ายรูปไม่ว่าจะเริ่มต้นหรือมีประสบการณ์แล้วต้องเซ็งแน่ ๆ แต่สำหรับมือใหม่นี่คือวิธีที่หลีกเลี่ยงเรื่องการสั่นไหวของกล้องหรือเบลอได้

ขั้นแรก เราก็ต้องเรียนรู้การถือกล้องอย่างถูกต้อง (เบสิกสุด) ใช้มือทั้งสองข้างถือกล้องไว้ ด้านขวาจับที่กล้องและ Grip ให้กระขับมือ ส่วนมือซ้ายประคองเลนส์ไว้ อันนี้พื้นฐานหลายคนก็รู้แล้วแหละ แต่ก็ยังมีอีกเรื่องนึง

การถ่ายภาพด้วยการถือกับมือเปล่า ๆ ควรตรวจสอบว่าเราใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่เหมาะสมกับทางยาวโฟกัสของเลนส์เราไหม หากความเร็วชัตเตอร์ของเราช้าเกินไป การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นตัวกล้องเอง หรือมือเรา มันก็จะทำให้ภาพออกมาเบลอ กฎง่าย ๆ ที่ไม่ควรลืมคือ ถ้าจะถือด้วยมือเปล่าอย่าใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำกว่าทางยาวโฟกัส

ดังนั้นถ้าเราใช้เลนส์ระยะ 100mm ความเร็วชัตเตอร์เราก็ไม่ควรจะต่ำกว่า 1/100 ครับ ในกรณีที่ถือกับมืออะนะ เว้นแต่ว่ากล้องจะมีระบบชดเชยกันสั่นที่ดี หรือใช้ถ่ายภาพกับขาตั้ง ก็สามารถชดเชยตรงนี้ได้ แต่ในประเด็นนี้ให้เข้าใจก่อนว่า ความเร็วชัตเตอร์ไม่ควรน้อยกว่าทางยาวโฟกัส

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของความเร็วชัตเตอร์ได้ที่นี่

  1. คู่มือ Shutter Speed และเรื่องที่มือใหม่ต้องรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพ
  2. เคล็ดลับสำหรับมือใหม่ในการถ่ายภาพให้นิ่งและไม่เบลอ

กฎสามส่วน หรือ RULE OF THIRD

กฎสามส่วน หรือ RULE OF THIRD

กฎสามส่วน หรือ RULE OF THIRD ซึ่งในต่างประเทศใช้ RULE OF THIRD หมายถึงทั้ง กฎสามส่วน และ จุดตัดเก้าช่อง

กฏนี้ช่วยให้เราถ่ายภาพที่น่าสนใจ สะดุดตาได้ โดย กฎสามส่วน และจุดตัดเก้าช่องนี้ เป็นพื้นฐานที่ยังไงก็ต้องสัมผัสและเข้าใจให้ได้ ซึ่งภาพที่ดูน่าสนใจนั้นใช้การจัดองค์ประกอบภาพโดยใช้กฎสามส่วน และจุดตัดเก้าช่องแทบทั้งนั้นเลย ในการใช้ Rule of Third ให้เราจินตนาการถึงเส้นสี่เส้น แนวนอนสอง และแนวตั้งสอง โดยทั้งหมดนี้จะสร้างเป็นตาราง 9 ช่องด้วยกัน

ซึ่งการจัดวางตำแหน่งที่เหมาะสมนั้นก็ตามนั้นเลย ที่เราเรียกจุดตัดเก้าช่องเพราะเราจะวางวัตถุหรือสิ่งที่น่าสนใจไว้ตรงจุดตัดนั่นแหละ ไม่ว่าเราจะถ่ายภาพต้นไม้ ขอบฟ้า ถ้าเราวางจุดสนใจไว้ตรงจุดตัดก็จะทำให้คนดูเพ่งความสนใจไปตรงนั้นนั่นเอง ซึ่งการใช้กฎสามส่วนหรือ Rule of Third นี้ เป็นเรื่องจำเป็นมาก ๆ สำหรับการเริ่มต้นถ่ายภาพให้ดูสมดุลและมีความน่าสนใจ

หากอยากจะลงลึกกว่านี้เรื่องการใช้ กฎสามส่วน และจุดตัดเก้าช่อง สามารถอ่านเพิ่มได้จากทั้งสอบบทความนี้

เจาะลึกเรื่องกฎสามส่วน และ จุดตัดเก้าช่อง (RULE OF THIRD)

  1. กฎสามส่วน สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นถ่ายภาพ ตั้งแต่ต้นจนจบ
  2. การถ่ายภาพด้วยกฎสามส่วน พื้นฐานของวิธีการจัดองค์ประกอบภาพที่ง่ายที่สุด