Fuji X-A10

Fuji X-A10

จุดเด่นผลิตภัณฑ์ Fuji X-A10

  • กะทัดรัดและมีสไตล์
  • 180 °การเอียงจอแอลซีดีและปรับปรุงภาพบุคคลสำหรับเซลฟี่
  • การถ่ายภาพมาโคร
  • การสื่อสารไร้สาย
  • Super Intelligent Flash

Compact & Stylish

FUJIFILM X-A10 ขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบาเป็นดีไซน์ย้อนยุค

Selfie

จอแอลซีดีด้านหลังใช้กลไกแบบเลื่อนและเอียงเพื่อให้แม้เมื่อเอียง 180 องศาจอ LCD จะไม่ถูกปิดกั้นโดยกล้องเพื่อให้มองเห็นได้ 100% ด้ามจับถูกออกแบบให้รองรับการถ่ายภาพปกติและถ่ายภาพตนเอง เมื่อถ่ายภาพตัวเองคุณสามารถโฟกัสและปล่อยชัตเตอร์ได้โดยกดแป้นหมุนเลือกแนวตั้งที่อยู่ใต้นิ้วชี้ของคุณเพื่อลดการสั่นไหวของกล้อง การหมุนจอ LCD เอียงขึ้นไป 180 องศาจะเป็นการเปิดใช้งาน Eye Detection AF เพื่อปรับโฟกัสบนดวงตาของบุคคลโดยอัตโนมัติ FUJIFILM X-A10 ยังมีโหมด Portrait Enhancer เพื่อให้ได้โทนสีผิวที่เป็นธรรมชาติและสวยงาม

Macro Photography

เมื่อติดตั้งเลนส์มาตรฐาน “XC16-50mmF3.5-5.6 OIS II” FUJIFILM X-A10 สามารถโฟกัสวัตถุได้ใกล้ที่สุดประมาณ 7 ซม. จากด้านหน้าเลนส์ทำให้คุณสามารถสำรวจโลกแห่งมาโครระยะใกล้ที่น่าอัศจรรย์ การถ่ายภาพ

Wireless Communication

กล้องมีความสามารถ Wi-Fi ในตัวเพื่อเชื่อมต่อกับ instax SHARE สำหรับการพิมพ์ ณ จุดถ่ายโอนภาพถ่ายไปยังสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของคุณหรือแม้กระทั่งเปิดใช้งานการถ่ายภาพระยะไกล

Image Quality

FUJIFILM X-A10 รวมเซ็นเซอร์ APS-C ขนาด 16.3 ล้านพิกเซลกับระบบประมวลผลภาพที่ให้คุณภาพภาพถ่ายที่ยอดเยี่ยมของ Fujifilm เลนส์ชาร์ป FUJINON ที่มีความคมชัดของภาพสูงสุดและเทคโนโลยีการทำสำเนาสีที่เป็นกรรมสิทธิ์ซึ่งได้รับการปรับปรุงมานานกว่า 80 ปีทำให้ผู้ใช้สามารถจับภาพคุณภาพระดับพรีเมี่ยมในทุกสภาวะการถ่ายภาพ Fujifilm มีชื่อเสียงเป็นพิเศษในการสร้างสีผิวที่แม่นยำและ FUJIFILM X-A10 ถูกสร้างขึ้นด้วยความสามารถในการทำสีผิวขั้นสูงนี้ช่วยให้คุณสามารถสร้างภาพคุณภาพสูง

Super Intelligent Flash

แฟลชป๊อปอัพในตัวรองรับระบบ Super Intelligent Flash ที่ควบคุมแสงได้อย่างแม่นยำตามแต่ละฉาก เมื่อถ่ายภาพบุคคลในอาคารในสภาพแสงน้อยชิ้นเล็ก ๆ หรืออาหารระบบแฟลชจะลดการไฮไลต์การตัดเพื่อให้ได้ภาพตามที่คุณเห็น สีและความสว่างที่เป็นธรรมชาติก็เกิดขึ้นได้เช่นกันเมื่อถ่ายภาพฉากหลังหรือถ่ายภาพบุคคลภายใต้แสงอาทิตย์ที่ทำให้เกิดเงาบนใบหน้า

ใช้ POLARIZE FILTER

ใช้ POLARIZE FILTER

ใช้ POLARIZE FILTER หรือฟิลเตอร์สำหรับตัดแสงสะท้อน

ฟิลเตอร์สำหรับตัดแสงสะท้อนหรือว่า PL Filter จะทำให้ภาพของเราลดการสะท้อนจากโลหะและแก้วลง แล้วยังเพิ่มสีสันให้กับท้องฟ้า ทำให้ภาพของเราดูมีสีสันและมีมิติมากขึ้น สำหรับคนที่ไม่เคยใช้ผมแนะนำลองหามาใช้ดู รับรองว่าภาพที่ได้ โทนสี รายละเอียดภาพที่เคยหายไปเพราะแสงสะท้อน จะกลับมา และทำให้ภาพของเรามีรายละเอียดที่เยอะมากขึ้น

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ LANDSCAPE FILTER

  • เทคนิคถ่ายภาพทิวทัศน์ด้วย Landscape Filter

สำหรับมือใหม่อาจยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร CPLก็คือฟิลเตอร์ชนิดนึงครับ หลายคนคงรู้จักฟิลเตอร์UVหรือฟิลเตอร์Protect ซึ่งเวลาเราซื้อเลนส์ พนักงานขายก็จะแนะนำให้เราใช้เพื่อป้องกันหน้าเลนส์ ก็จะมีหลายเกรดให้เลือกใช้กันตามความเหมาะสมกันเลนส์ที่เราใช้ซึ่งจะสวมไว้ที่หน้าเลนส์ตลอดเวลา ส่วน CPL ฟิลเตอร์นั้น หน้าที่หลักเลยก็คือ ตัดแสงสะท้อนของวัตถุต่างๆ ทำให้เราเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนขึ้น หรือตัดแสงสะท้อนจากผิวน้ำทำให้เห็นสีของน้ำทะเลจริงๆ และสามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ใต้น้ำได้ชัดเจนขึ้น ผลพลอยได้ที่นำมาใช้กันบ่อยๆก็คือตัดแสงฟุ้งและลดหมองควันในอากาศในอากาศ ทำให้ท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้าเข้มขึ้นเมฆขาวเด่นชัด สีสันของวัตถุต่างๆก็เพิ่มความอิ่มขึ้นด้วย

สำหรับการถ่าย ภาพวิวทิวทัศน์ที่มีท้องฟ้าเป็นฉากหลัง ก็จะมีช่วงเวลานึงที่จะทำให้มุมกล้องของเราบันทึกภาพท้องฟ้าที่มีสีสันสวยงามเอาไว้ได้ เราเรียกว่า มุมโพลาไรซ์ ซึ่งมุมโพลาไรซ์ ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ มุมที่ไม่ย้อนแสงกับดวงอาทิตย์หรือไม่หันหน้าเข้าดวงอาทิตย์นั่นแหละครับ โดยพระอาทิตย์ทำมุม 30-40 องศาในท้องฟ้า กรณีพระอาทิตย์ตรงหัวหรือทำมุม90องศาจะได้ผลน้อย ถ้าตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เลยก็จะเข้มที่สุดในช่วงเวลานั้น ถ้าหันข้างให้ดวงอาทิตย์ฝั่งที่ทางดวงอาทิตย์ก็อาจจะเข้มน้อยกว่า ซึ่งจริงๆแล้ว เราก็สามารถสังเกตุได้ด้วยตาเปล่า ว่าตรงไหนเข้มตรงไหนไม่เข้ม ไม่ต้องกางนิ้วชี้ให้ตั้งฉากกับนิ้วโป้งอะไรให้ยุ่งยากก็ได้

SONY A6300

SONY A6300

SONY A6300 กล้องรุ่นนี้เป็นกล้องรุ่นที่ออกมาก่อน Sony A6500 และ Sony A6400 ถึงแม้จะพูดแบบนั้นแต่ประสิทธิภาพก็ไม่ได้ดรอปลงเลย และเคยเป็นกล้องที่อยู่ในกลุ่ม Flagship ด้วย กล้องตัวนี้ปัจจุบันราคาลงมาเยอะมากพอสมควร เรื่องของความละเอียดก็เยอะพอที่จะเท่ากับระดับกล้องในปัจจุบันแล้ว รวมถึงการถ่ายภาพต่อเนื่องก็ได้เยอะถึง 11 เฟรมต่อวินาที ก็เท่ากับกล้อง Flagship อีกต่างหาก รวมถึงวีดีโอ 4K ก็สามารถถ่ายได้ด้วย ระบบโฟกัสก็ทำได้ดี

จุดเด่นของ SONY A6300

  1. ความละเอียด 24.2 ล้านพิกเซล เยอะเท่ากล้อง Flagship บนเซ็นเซอร์ APS-C ในปัจจุบัน
  2. ระบบโฟกัสทำได้รวดเร็ว 0.05 วินาทีก็โฟกัสได้แล้ว
  3. มีจุดโฟกัส 425 จุดเหมือนกับกล้อง Flagship ปัจจุบันหลายตัว
  4. ถ่ายวีดีโอ 4K ได้ พร้อมกับโปรไฟล์สี S-Log สำหรับ Grading สี
  5. น้ำหนักเบา บอดี้มีขนาดเล็ก
  6. มีช่องต่อไมโครโฟนแบบแยก ใช้อัพเกรดคุณภาพเสียงได้กรณีที่ต้องถ่ายวีดีโอเป็นหลัก
  7. ราคาคุ้มค่ามาก ๆ ในช่วงนี้

ข้อสังเกตของ SONY A6300

  1. ถ่ายวีดีโอ 4K ต่อเนื่องสัก 10-15 นาที กล้องจะเริ่มร้อนแล้ว ถ้าถ่ายกลางแจ้ง 4K มีกล้องร้อนแน่นอน
  2. ไม่มีระบบกันสั่นในตัวกล้อง
  3. จอพับ Selfie ไม่ได้ แต่ปรับมุมมองได้เฉย ๆ

SONY A6300 ราคา 22,990 บาท

Nikon Z50

Nikon Z50

กล้องมิเรอร์เลส Z 50 ใหม่จาก Nikon

กล้องมิเรอร์เลสขนาดกะทัดรัด ที่มาพร้อมประสิทธิภาพ และใช้งานแสนง่ายดาย สร้างสรรค์ผลงานศิลปะในแบบที่บ่งบอกตัวตน และแชร์สู่โลกออนไลน์อย่างง่ายดายได้ทันที

ด้วยการออกแบบที่ให้คุณสามารถบันทึกมุมมองสุดสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย กล้อง Z 50 จึงเหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ชื่นชอบศิลปะในการถ่ายภาพและชื่นชอบการถ่ายทอดผลงานสุดสร้างสรรค์ของตนในทุกที่และทุกเวลา กล้องที่ถูกออกแบบมาตามหลักกายศาสตร์ ให้ใช้งานได้ถนัดมือ และเพียบพร้อมด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานรุ่นนี้ มาพร้อมหน้าจอทัชสกรีน 3.2 นิ้ว เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ถ่ายทอดจินตนาการให้เป็นจริงได้ในพริบตา ด้วยคุณลักษณะของระบบควบคุมที่เหนือระดับและอินเทอร์เฟซที่มีประสิทธิภาพ

Z 50 เป็นกล้องขนาดกะทัดรัด สมรรถนะสูง ด้วยคุณภาพ ความทนทาน และออกแบบตามหลักกายศาสตร์ เช่นเดียวกับรุ่น Z 7 และ Z 6 ในรูปทรงที่คล่องตัวยิ่งขึ้น จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานและถ่ายทอดเรื่องราวระหว่างการเดินทาง ด้วย Bluetooth และ Wi-Fi ในตัวกล้องและฟังชั่นต่างๆสำหรับการถ่ายภาพและถ่ายวิดีโอ อีกทั้งตัวกล้องมีน้ำหนักเบาและยังทนทานในทุกสถานการณ์การใช้งาน ทำให้ Z 50 เป็นตัวเลือกที่โดนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพและวิดีโอ

คุณสมบัติหลักของ Z 50

ติดตามคุณทุกที่อย่างมีสไตล์

ไม่ว่าคุณจะถ่ายภาพบุคคลกับทิวทัศน์ธรรมชาติที่มหัศจรรย์ หรือบันทึกเรื่องราวชีวิตประจำวันของคุณ กล้อง Z 50 ก็สามารถเก็บบันทึกภาพได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยตัวกล้องที่ออกแบบตามหลักกายศาสตร์ มีแป้นหมุนขนาดใหญ่ที่ด้านบนที่เป็นเอกลักษณ์บ่งบอกถึงการถ่ายภาพด้วยกล้องอย่างแท้จริง ส่วนกริปจับด้านบนมีรูปทรงกะทัดรัด เพื่อให้จับได้อย่างกระชับมือและให้นิ้วชี้เอื้อมถึงปุ่มกดชัตเตอร์เพื่อกดบันทึกภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติขณะจับถือกล้อง ปุ่มกดและแป้นหมุนที่ใช้งานบ่อยได้ถูกจัดวางไว้ที่ด้านขวาของตัวกล้องเพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้

เติมความสว่างสดใส

เข้าสู่ยุคใหม่แห่งคุณภาพของภาพด้วยกล้อง Z 50 ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ CMOS และระบบประมวลผลภาพรุ่นใหม่ รวมถึงคุณสมบัติใหม่อีกมากมาย กล้อง Z 50 ความละเอียดพิกเซลใช้งานจริง 20.88 ล้านพิกเซลเพื่อมอบสีสัน ความกระจ่างชัด และความคมชัดอย่างโดดเด่น ระบบออโตโฟกัส (AF) แบบไฮบริดเช่นเดียวกับในรุ่น Z 7 และ Z 6 ซึ่งมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ CMOS รุ่นแรกๆ ของนิคอนที่ใช้ระบบ AF แบบ Phase-Detection

ดวงตาเป็นจุดเด่นที่สุดบนใบหน้าของทุกคน ดังนั้นด้วยระบบโฟกัสดวงตา (Eye-detection AF) กล้อง Z 50 คุณสามารถเก็บมิติความลึกของดวงตาคนในภาพของคุณได้อย่างแม่นยำและง่ายดายในการภาพถ่ายบุคคล โฟกัสจับตำแหน่งที่ดวงตาหรือใบหน้าของบุคคลได้อย่างแม่นยำ แม้ว่าบุคคลนั้นจะเคลื่อนที่ไปมาก็ตาม สามารถเลือกโฟกัสไปยังดวงตาบุคคลที่ต้องการกรณีที่มีบุคคลจำนวนมากในเฟรมเดียวกัน

ระบบประมวลผลภาพ EXPEED 6 รุ่นใหม่ช่วยให้กล้อง Z 50 มีช่วงความไวแสงมาตรฐานที่ ISO 100-51200 จึงสามารถลดนอยส์ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะใช้ค่าความไวแสงสูงก็ยังรักษาความละเอียดไว้ได้เป็นอย่างดี การอยู่ในที่มืดไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใดด้วยสมรรถนะของระบบออโตโฟกัสในที่แสงน้อยถึง -4 EV1 อีกทั้งการเก็บภาพแอ็คชันเคลื่อนไหวก็ทำได้ง่ายๆ ด้วยการถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงที่ 11fps2

ควบคุมได้ดังใจ

เซลฟี่เดี่ยวหรือเซลฟี่กับกลุ่มเพื่อนหรือจะถ่ายวีดีโอก็แสนง่ายดายด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 3.2 นิ้ว ของ Z50 ที่สามารถหันกลับมาด้านหน้า ด้วยความละเอียด 1,040,000 จุด ช่วยให้คุณควบคุมการทำงานของกล้องผ่านระบบสัมผัสได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้นเช่นเดียวกับการใช้สมาร์ทดีไวซ์

กล้องจะช่วยให้การเปลี่ยนการตั้งค่าทำได้ง่ายดายโดยไม่ต้องเข้าเมนูที่ซับซ้อน เพียงผู้ใช้เข้าเมนู i ก็สามารถเข้าถึงการตั้งค่าเพื่อเปลี่ยนค่าการทำงานตามสถานการณ์ได้ในทันที และสามารถเข้าเมนู i ได้อย่างรวดเร็วทั้งจากหน้าจอหรือช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EVF) และ EVF ยังประกอบด้วยชุดออพติคที่มีความแม่นยำสูงทำให้ได้ภาพคมชัด สีสันสวยงาม และถูกต้องอย่างสมบูรณ์แบบ

การเชื่อมต่อ ณ จุดที่ถ่ายภาพ

กล้อง Z 50 มาพร้อมกับ Bluetooth® และ Wi-Fi ในตัวสำหรับถ่ายโอนภาพไปยังแอพ SnapBridge 2.6 และสามารถแชร์ภาพหรือวีดีโอสู่โซเชียลมีเดียได้ในทันที ผู้ใช้จึงสามารถถ่ายโอนภาพนิ่งและภาพยนตร์พร้อมข้อมูลสถานที่และเวลา เลือกดูภาพจากสมาร์ทโฟน เพิ่มข้อมูลเครดิต อัพโหลดภาพไปยัง Nikon Image Space โดยอัตโนมัติ และสั่งควบคุมให้กล้องถ่ายภาพจากระยะไกลได้อีกด้วย

กล้อง Z50 ได้รับการออกแบบมาควบคู่กับเลนส์ NIKKOR Z รุ่นใหม่ถึงสองรุ่นด้วยกัน ได้แก่ NIKKOR Z DX 16-50mm f/3.5-6.3 VR และ NIKKOR Z DX 50-250mm f/4.5-6.3 VR โดยทั้งสองรุ่นนี้ต่างก็ให้ประสิทธิภาพระบบออพติคและความคล่องตัวที่เหนือระดับ ซึ่งออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนทิวทัศน์และการเดินทางที่แสนธรรมดาให้กลายเป็นผลงานสร้างสรรค์ และเป็นชุดคู่เลนส์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับกล้อง Z50

เทคนิคถ่ายภาพเจ๋ง ไม่ต้องเป็นช่างภาพมืออาชีพ

เทคนิคถ่ายภาพเจ๋ง ไม่ต้องเป็นช่างภาพมืออาชีพ

การถ่ายภาพ เป็นการบันทึกความทรงจำที่ผ่านมาไม่ให้ลบเลือนหายไปตามกาลเวลา ทำให้คุณได้จดจำช่วงเวลาดีๆเอาไว้เพื่อมาดูย้อนความหลังได้ ในปัจจุบันการถ่ายภาพได้พัฒนาไปมากมีกล้องที่สามารถถ่ายภาพออกมาได้อย่างสวยงาม และ สามารถเลือกรูปภาพได้ ถ่ายไม่ดีก็ลบทิ้งไม่เหมือนสมัยก่อนที่ใช้กล้องฟิล์มที่ต้องคอยมาลุ้นตอนล้างเสร็จ แต่การถ่ายภาพให้ออกมาดีก็จะต้องมีเทคนิคกันหน่อย วันนี้เรามี 20 เทคนิคการถ่ายภาพให้ออกมาสวยอย่างมืออาชีพมาฝากกันไปดูกัน ว่ามีเทคนิคอะไรบ้าง

  1. หาจุดโฟกัสภาพให้เข้าที่ก่อนกดถ่ายภาพ
    • หากคุณไม่สามารถโฟกัสภาพได้หรือโฟกัสผิดจุดอาจทำให้ได้ภาพที่ไม่สวยงาม และรายละเอียดของภาพมาครบถ้วน
  2. เมื่อต้องการถ่ายภาพคนให้โฟกัสที่ดวงตา
    • เมื่อดวงตาชัด รูปที่ถ่ายมาจะดูคมชัดขึ้น อีกทั้งดวงตายังสามารถสะท้อนถึงอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆอีกด้วย
  3. ถ่ายภาพด้วยแสงธรรมชาติ
    • การถ่ายภาพบุคลด้วยแสงธรรมชาติ ถ่ายยังไงก็สวย เนื่องจากแสงธรรมชาติยิ่งถ้าเป็นแสงของดวงอาทิตย์สาดส่องในช่วงเช้าตรู่จะทำให้ถ่ายภาพออกมาได้นุ่มนวล ดูน่าหลงใหล มากยิ่งขึ้น
  4. เลือกพื้นหลังที่ไม่รก หรือ มีรายละเอียดมากจนเกินไป
    • ฉากหลังที่ดูโดดเด่นมากจนเกินไป จะทำให้ภาพของบุคคลที่ต้องการถ่ายไม่โดดเด่น ควรเลือกฉากที่ดูคลีนสะอาดตาเพื่อให้สื่ออารมณ์ของบุคคลออกมาได้มากที่สุด
  5. ถ่ายแบบไม่มองกล้อง
    • เป็นการถ่ายภาพที่กำลังได้รับความนิยม เนื่องจากภาพที่ได้ออกมามีความเป็นธรรมชาติเน้นอารมณ์ได้มากขึ้น
  6. ปรับความเร็วของชัตเตอร์ให้เหมาะสม
    • หากความเร็วของชัตเตอร์ไม่สัมพันธ์กับความยาวของโฟกัสเลนส์ ก็จะทำให้ภาพเกิดการสั่นไหวและเกิดภาพเบลอได้ นอกจากนั้นความเร็วของชัตเตอร์ยังสามารถช่วยหยุดหรือสร้างการเคลื่อนไหวของภาพได้อีกด้วย
  7. ถ่ายสิ่งที่ชอบ
    • การถ่ายรูปเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข เรามีความสุขกับสิ่งไหนเราก็ถ่ายสิ่งนั้น แล้วภาพก็จะออกดี เช่นความสุขของคุณคือการท่องเที่ยวคุณก็ถ่ายสถานที่ท่องเที่ยวที่คุณประทับใจ หรือ ความสุขของคุณคือการกิน คุณก็ถ่ายภาพอาหารก็ได้เช่นกัน
  8. ถ่ายภาพด้วยแสงสะท้อน
    • หากเราอยากได้ภาพถ่ายที่ไม่เหมือนใคร แสงสะท้อนก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจ เช่น การใช้แสงสะท้อนจากน้ำ จากกระจก หรือ จากหน้าต่าง ก็จะทำให้คุณได้เห็นมุมมองใหม่ๆที่แปลกตาไปอีกแบบ
  9. รู้จักการปรับการถ่ายภาพสถานที่ธรรมดาให้ดูสวยขึ้น
    • เปลี่ยนวิธีการมอง อาจพยายามซูมเข้าไปใกล้ๆมากขึ้นเพื่อเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยที่เราอาจมองไม่เห็น หรือ ถ่ายแบบเก็บรายละเอียดสิ่งรอบข้างโดยใช้เลนส์มุมกว้างก็ช่วยให้ภาพดูมีเรื่องราวมากยิ่งขึ้น
    • ทดลองกับแสงที่แตกต่างกัน แสงมาก แสงน้อย มักให้อารมณ์ที่ต่างกัน
  10. วิธีถ่ายรูปให้สวยสำหรับมือใหม่ควรใช้ กฎสามส่วน ในการถ่ายภาพ
    • กฎสามส่วน เป็นหนึ่งในวิธีที่นิยมมากที่สุดสำหรับการจัดตำแหน่งองค์ประกอบของภาพ กฎสามส่วน คือ วิธีการวางตำแหน่งของวัตถุที่อยู่ในภาพของเราไม่ให้อยู่ในกลางภาพ และทำให้มันดูสมดุล ลงตัว เหมาะสม น่ามอง กฎสามส่วน สามารถช่วยให้เราสร้างความน่าสนใจให้กับภาพถ่ายได้มากขึ้น
  11. ควรถ่ายภาพหลายๆมุมมอง ในการถ่ายภาพที่สถานที่เดียวกัน
    • การถ่ายภาพหลายๆมุมกล้อง เช่น แนวนอน แนวตั้ง ถ่ายไกลๆ ถ่ายใกล้ๆ การถ่ายแต่ละแบบจะทำให้เรามองเห็นความแตกต่างของสถานที่นั้นๆ นอกจากนี้ยังทำให้ภาพมีมิติมากขึ้นอีกด้วย
  12. ลองถ่ายภาพสัตว์เลี้ยง
    • การถ่ายภาพสัตว์เลี้ยงเป็นการถ่ายภาพที่สนุกอีกแบบหนึ่ง เนื่องจากสัตว์เลี้ยงจะมีลักษณะเฉพาะที่ชัดเจน การถ่ายภาพสัตว์ก็ให้โฟกัสที่ดวงตาเหมือนกับคน ดวงตาของสัตว์มีความใสซื่อ สื่อสารออกมาได้อย่างเด่นชัด
  13. หลักการถ่ายภาพ แบบ Landscape
    • เป็นเทคนิคการถ่ายภาพแบบกว้าง เป็นภาพที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ มักนิยมถ่ายธรรมชาติ ถ่ายเมือง การถ่ายภาพแบบ Landscape ต้องรู้จักจัดองค์ประกอบของภาพให้ดี หามุมกล้อง เก็บรายละเอียดของภาพให้หมด ควรใช้ขาตั้งกล้องช่วยในการถ่ายภาพด้วย และควรให้ความสำคัญกับ Foreground ในภาพ Landscape เพื่อให้ภาพมีมิติ สามารถแสดงออกได้ถึงความยิ่งใหญ่
  14. ศึกษาเรื่องสภาพอากาศ ความเป็นธรรมชาติของ Location ที่จะถ่าย
    • การศึกษาLocationมีความสำคัญอย่างมากกับการถ่ายภาพ คุณควรรู้ว่าช่วงเวลาไหนที่ถ่ายภาพออกมาแล้วจะสวยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทิศทางของแสง สภาพอากาศฝนตก มีหมอก มีลม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการถ่ายภาพและการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆเพื่อใช้ในการถ่ายภาพ
  15. ช่วงเวลาที่แสงสวยที่สุดในการถ่ายภาพคือช่วง Golden Hour
    • ช่างภาพมืออาชีพทุกคนต่างเคยผ่านช่วงเวลา Golden Hour ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ท้องฟ้ามีความสวยงามมากที่สุด ยิ่งถ้าคุณถ่ายภาพแบบ Landscape มุมมองภาพของคุณจะดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้นช่วงเวลา Golden Hours คือช่วงเวลาก่อนพระอาทิตย์ ตก หรือ ขึ้นแค่ 30 นาที ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นมากคุณควรเตรียมความพร้อมให้ดี
  16. ลองใส่คนเข้าไปในภาพของธรรมชาติดู
    • บ่อยครั้งที่คุณชอบถ่ายภาพธรรมชาติโดยไม่มีคน เนื่องจากต้องการเก็บรายละเอียดของธรรมชาติ แต่หากคุณลองใส่รูปคนเข้าไปอีกนิด จะทำให้ภาพของคุณดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และ คนยังสามารถใช้เปรียบกับขนาดของธรรมชาติได้ เช่น คนกับต้นไม้ คนกับน้ำตก ทำให้ภาพของธรรมชาติดูยิ่งใหญ่มากขึ้นด้วย
  17. รู้จักเส้นนำสายตา
    • การใช้เส้นนำสายตาจะช่วยทำให้ภาพมีทิศทางนำสายตาได้อย่างชัดเจน คนมองภาพจะเข้าใจภาพได้เร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ภาพมีมิติมากยิ่งขึ้น ทำให้มองเห็นความลึกของภาพได้มากขึ้น
  18. ลองถ่ายภาพตามใจตัวเองดูบ้าง
    • บางครั้งการทำตามใจของตัวคุณเอง ลองถ่ายภาพในแบบที่คุณอยากจะถ่าย ภาพในสไตล์ของคุณโดยไม่ต้องไปคำนึงถึงเทคนิคต่างๆ ถ่ายตามความรู้สึกไม่แน่ว่าคุณอาจได้สัมผัสกับมุมมองใหม่ที่ไม่เหมือนใครซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของคุณก็ได้
  19. หมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ
    • เนื่องจากเทคนิคการถ่ายภาพนั้นมีมากมายเหลือเกิน คุณควรหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ พกกล้องไปด้วยทุกวันที่สามารถทำได้ หามุมกล้องใหม่ๆ รวมทั้งศึกษาขั้นตอนพื้นฐานสำหรับการถ่ายภาพให้แม่นยำ เพื่อจะได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที
  20. หาอุปกรณ์การถ่ายภาพที่เหมาะสมกับตัวเอง
    • อุปกรณ์ในการถ่ายภาพสำหรับมือใหม่ ไม่จำเป็นที่จะต้องซื้ออุปกรณ์ทุกอย่าง เนื่องจากกล้องถ่ายภาพและอุปกรณ์ต่างๆค่อนข้างจะมีราคาที่แพง มือใหม่ควรเลือกซื้อกล้องที่ราคาไม่แพงมาก แต่ได้ฟังก์ชั่นการถ่ายภาพครบถ้วน หากคุณมีความชำนาญมากขึ้นแล้วจึงค่อยซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมหรือซื้อกล้องตัวใหม่เมื่อคุณมีความพร้อมจะดีกว่า

เลือกใช้ ISO ให้เหมาะสม

เลือกใช้ ISO ให้เหมาะสม

ISO คืออะไร 

คำว่า ISO เป็นภาษากรีกโบราณ ความหมายก็คือ เท่ากับ ในยุคของกล้องฟิล์มนั้น ค่าISO หรือความไวแสงของฟิล์มนั้นที่มีตัวเลขน้อย (มีความต้องการแสงมาก) ตัวเลขยิ่งมากความไวแสงของฟิล์มก็ยิ่งเร็วมาก (ต้องการแสงน้อยลง) ภาพที่มีค่า ISO 100 จะมืดกว่าภาพที่มี ISO สูงๆ สำหรับ ISO ในยุคของกล้องดิจิตอล คือ ความไวแสงที่มีในกล้องดิตอล หรือ ค่าอิมเมจเซนเซอร์ในการรับแสง

ซึ่งตัวเลขมีค่ามาก ความไวต่อการรับแสงก็มากขึ้นไปด้วย ทำให้ผู้ถ่ายรูปได้สปีดชัดเตอร์ที่เพิ่มขึ้นด้วย และสามารถที่จะถ่ายในที่มีความไวแสงสูงๆ เช่น คนวิ่ง เด็กกระโดดน้ำ แต่การที่ใช้ ISO ที่สูงขึ้นนั้นจะทำให้เกิด น้อยส์ (Noise) ซึ่งทำให้คุณภาพของภาพลดลงตามไปด้วย

ISO กับการใช้งานในสถานการณ์ต่างๆ

จริงอยู่ที่การใช้กล้องในปัจจุบันนั้น มักจะนิยมใช้ค่า ISO ที่น้อยไว้ก่อน เพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีที่สุดนั่นเองครับ แต่ในบางสถานการณ์นั้น ก็ยากที่จะเลี่ยงใช้ค่า ISO ที่สูงได้ แม้จะต้องแลกกับอัตราการเกิด Noise ภายในภาพเพิ่มขึ้นก็ตามที

ซึ่ง Admin เชื่อว่าเป็นปัญหาสำหรับหลายๆท่านเลยทีเดียว เพราะ อยากได้ไฟล์ที่มีคุณภาพสูง มี Noise ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเรามาดูไปพร้อมๆกันครับ ว่า เราจะพลิกแพลงในการใช้ค่า ISO ในสถานการณ์ต่างๆอย่างใด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ISO Auto

สำหรับค่า Default เดิมๆของตัวกล้อง มักจะนิยม Setting เป็น ISO Auto มาให้ครับ ซึ่งเจ้า ISO Auto เป็นอีก 1 ผู้ช่วยชั้นดีสำหรับผู้ใช้งานกล้องในระดับเริ่มต้น เพราะ ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องปรับค่า ISO แต่อย่างใด ตัวกล้องจะเป็นผู้คำนวนสถานการณ์ ณ ตรงหน้า และ ทำการเลือกค่า ISO ที่เหมาะสมให้ทันทีครับ

ซึ่งค่า ISO ที่เหมาะสมที่ตัวกล้องทำการเลือกให้นั้น จะแตกต่างกันไป เพราะ ระบบประมวลผลในกล้องแต่ละรุ่นนั้น ล้วนมีวิธีการคิดที่แตกต่างกันออกไป แต่โดยส่วนมาก ตัวกล้องจะพยายามเลือกค่า ISO ที่ทำให้ได้ค่า Speed Shutter มากเพียงพอที่จะไม่ทำให้ภาพเกิดการสั่นไหว

ISO กับ สภาพแสงปกติ

เชื่อว่าทุกท่านคงตั้งค่า ISO กันไว้ต่ำที่สุดเท่าที่ตัวกล้องจะทำได้ ไม่ว่าจะเป็น ISO low , ISO 100 หรือ ISO 200 ที่นิยมกันนั่นเองครับ ซึ่งปกติของสภาพแสงในช่วงเวลากลางวัน ค่า ISO 200 มักจะให้ผลงานเป็นที่น่าพอใจ ส่วนหนึงเพราะสภาพแสงเพียงพอทำให้ ตัวกล้องสามารถใช้ค่า Speed Shutter ที่ไวได้

โดยที่ตัวกล้องไม่เจออาการภาพสั่นเบลอได้นั่นเอง ยิ่งใช้งานร่วมกับเลนส์ที่ค่ารูรับแสงกว้างๆอย่าง 1.2 / 1.4 / 1.8 ด้วยแล้ว แทบจะไม่ต้องเปลี่ยนค่า ISO กันเลยทีเดียว

ทั้งนี้หากเป็นเลนส์คิทที่ปกติแล้วค่ารูรับแสงอาจจะไม่ได้กว้างเท่าไรนัก ก็อาจจะต้องพิจารณาสภาพแสง รวมถึงสภาพแวดล้อมประกอบด้วยครับว่า ที่ค่า ISO 200 นั้น สามารถทำค่า Speed Shutter ได้ไวเพียงพอต่อการถือถ่ายภาพแล้วไม่เกิดภาพสั่นไหวหรือไม่ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะต้องปรับค่า ISO กันบ้าง จากเดิม 200 มาที่ 400 – 800 ตามแต่สถานการณ์

อย่าเพิ่งรีบใช้แฟลช

อย่าเพิ่งรีบใช้แฟลช

อย่าเพิ่งรีบใช้แฟลช ให้ลองตั้งค่าถ่ายแบบไม่ต้องใช้แฟลชก่อนก็ได้

แฟลชแม้ว่าจะสามารถเปิดรายละเอียดของส่วนมืดได้ (ถ้าหากว่าแสงแฟลชไปถึงและใช้อย่างเหมาะสม) แต่ว่าการถ่ายภาพในการอาคารร่วมกับการใช้แฟลชสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่เคยฝึกการใช้แฟลชอย่างจริง ๆ จัง ๆ แฟลชอาจจะสร้างปัญหาให้เราได้ ทั้งวิธีการถ่าย การเบาซ์แฟลช เป็นต้น แล้วทำไงล่ะ ง่าย ๆ คือยังไม่ต้องใช้

การถ่ายภาพในอาคารด้วยแสงธรรมชาติมันก็สวย แล้วจัดการได้ง่าย วิธีการคือแรก ๆ ให้เราใช้รูรับแสงกล้องที่กว้างที่สุดก่อน จากนั้นเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่สัมพันธ์กับเลนส์ แล้วก็เพิ่ม ISO ให้เหมาะสม อาจจะต้องดัน ISO บ้างเพื่อให้กล้องไวต่อแสงมากขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องง่ายที่สุดสำหรับมือใหม่ แค่นี้เราก็ถ่ายภาพได้เลยโดยที่ไม่ต้องใช้แฟลชครับ (เว้นแต่โจทย์เราต้องการจะใช้แฟลชจริง ๆ จัง ๆ อันนั้นอีกเรื่องนึงละ)

นอกจากนี้ถ้าหากว่ากล้องเรามีระบบกันสั่นจะช่วยให้เราใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำกว่าทางยาวโฟกัสได้บ้าง ซึ่งนั่นก็แล้วแต่ครับว่ากล้องแต่ะละตัวชดเชยระบบกันสั่นได้แค่ไหน

10 เทคนิคการใช้แฟลชถ่าย PORTRAIT

  1. เลี่ยงการยิ่งแฟลชตรง ๆ
  2. เลือกว่าอยากใช้แฟลชเป็นแสงหลักหรือเปิดเงา
  3. มองหาของสีขาวเพื่อสะท้อนแฟลช
  4. ใช้ SOFT BOX เป็นตัวช่วย
  5. ใช้แฟลชเพื่อถ่ายหลังดำ
  6. OUTDOOR ก็สามารถใช้แฟลชได้
  7. ใช้แฟลชแยกเพิ่มลูกเล่นของทิศทางแสง
  8. ใช้แฟลชมากกว่า 1 ตัว สวยขึ้นเยอะ
  9. ใช้แฟลช HIGH SPEED SYNC หยุดการเคลื่อนไหว
  10. ถ่านแฟลชก็สำคัญนะ (ถ่ายต่อเนื่อง)

Olympus PEN E-PL8

Olympus PEN E-PL8

PEN E-PL8 กล้องหน้าตาเรียบง่ายแต่หรูหราด้วยการออกแบบโลโก้ปั๊มสีทองลงบนหนังหุ้มบอดี้ที่มีให้เลือก 3 สี คือ สีดำ สีขาว และสีน้ำตาลสะท้อนบุคลิกแต่ละคนเป็นอย่างดี อันเป็นเอกลักษณ์ของกล้องตระกูล PEN โดยได้เพิ่มฟังก์ชั่นการเซฟฟี่และรูปแบบการถ่ายภาพให้หลากหลายมากขึ้นสำหรับภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว

PEN E-PL8 เลือกใช้เซ็นเซอร์ Live MOS 16.05ล้านพิกเซล ที่ให้ไฟล์คุณภาพสูงและมีประสิทธิภาพระดับกล้อง SLR สามารถคงรายละเอียดของเงา (Shadow) ได้อย่างแม่นยำจาก Dynamic Range ที่กว้างช่วยให้ไล่โทนสีได้ราบเรียบสวยงามในสภาพความเปรียบต่างแสงสูง มีระบบประมวลผล TruePic VII ระดับเดียวกับกล้องFlagshipของแบรนด์ เมื่อประกอบเลนส์ M.Zuiko Digital เข้ากับบอดี้จะยิ่งดึงศักยภาพ ประสิทธิภาพการถ่ายทอดรายละเอียดได้เต็มที่ ช่วยสร้างสีสันสดใสสวยงามเหมือนกับตาเห็น ตัวกล้องมีระบบลดการสั่นไหว VCM สามารถถ่ายภาพตอนกลางคืน หรือในที่แสงน้อยให้คมชัดมากขึ้นกว่าปกติเมื่อไม่ใช้ขาตั้งกล้องร่วมกับความเร็วชัตเตอร์ต่ำได้เป็นอย่างดีด้วยน้ำหนักบอดี้เพียง 326 กรัม จึงไม่เป็นภาระในการพกพา และเกิดความเมื่อยล้าแม้จะหยิบมาใช้งานเป็นระยะเวลานาน

PEN E-PL8 ด้วยความวินเทจของการออกแบบภายนอกผสมผสานระหว่างวัสดุโลหะสีเงินกับหนังแท้ที่ตัดเย็บอย่างประณีตจึงทำให้กล้องมีความพรีเมี่ยม หรูหรา เหมาะกับการเป็น Fashion Item ในกระเป๋าของสาวๆเรียกว่าการเลือกสีนั้นเป็นการสะท้อนบุคลิกของเจ้าของได้เป็นอย่างดี เพราะกล้องคู่ใจควรเป็นกล้องที่ถูกหยิบมาใช้บ่อยๆจนเกิดความคุ้นชินสามารถปรับควบคุมเรียกใช้เมนู ฟังก์ชั่นได้คล่องแคล่ว หากไม่ชอบแต่พกเผื่อเอาไว้โอกาสการเลือกหยิบมาใช้คงไม่พ้นสมาร์ทโฟนแม้จะรู้ว่าคุณภาพสู้ไม่ได้แต่เลือกเพราะถนัดกว่านั่นเอง ด้วยความเป็นกล้องสายเซลฟี่หน้าจอแสดงผล (LCD) จึงเป็นเรื่องที่กล้องทุกรุ่นใส่ใจมากอย่างที่เกริ่นไปในช่วงต้นแล้วว่าจะปรับพลิกจอลงด้านล่าง โดยมีทริคเล็กน้อย คือ กดจอลง (มีสัญลักษณ์ลูกศรด้านข้าง) แล้วดึงจอหงายไปด้านหลังก็จะพลิกจอได้ง่าย แต่ถ้าตั้งใจงัดจอออกจะเป็นการฝืนและดูไม่ราบลื่น ตัวจอนี้เป็นแบบทัชสกรีนขนาด 3 นิ้ว ให้ความละเอียดมา 1.03 ล้านจุดสี (สัดส่วน3:2 ) สามารถสั่งลั่นชัตเตอร์, เลือกจุดโฟกัสได้ในโหมดปกติ เมื่อใช้โหมดถ่ายภาพตัวเองหรือเซลฟี่จะสัมผัสกดให้สว่างขึ้น มืดลง ตั้งสั่งถ่ายต่อเนื่องหลายแอ็คชั่นได้

PEN E-PL8 เมื่อพลิกจอ 180 องศาลงด้านล่างจะเข้าสู่ Selfie Mode อัตโนมัติทันที ข้อมูลที่หน้าจอจะแสดงปุ่มต่างๆ ได้แก่ ปุ่ม e-Portrait, ปุ่มชัตเตอร์, ปุ่มหน่วงเวลาถ่ายภาพ, ปุ่มปรับความสว่าง และไฮไลท์สำคัญ คือ ปุ่มฟังก์ชั่น Clips กับปุ่มถ่ายภาพเคลื่อนไหวที่เป็นการยกระดับการถ่ายภาพเซลฟี่ให้มีสีสัน ความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น ฟังก์ชั่น Clips เป็นการรวบรวมคลิปสั้นๆที่สามารถตั้งได้ว่าต้องการครั้งละกี่วินาที (2,4,8 วินาที) มาตัดต่อใส่เพลงและเอฟเฟ็กซ์ต่างๆรวมเป็นคลิปเดียวกันได้ในตัวกล้อง เราสามารถโหลดเพลงจากเว็บไซด์ของโอลิมปัสมาเพิ่มเติม หรือใส่เอฟเฟ็กซ์ให้เหมือนฟิล์มเก่า ๆ (Old Film Effect)เพิ่มก็ได้แล้วนำมาเรียงรวบรวมเป็นหนังสั้นได้เป็นเรื่องเป็นราวต่อกันแบบเนียนๆเลยพร้อมอัพขึ้นโซเชียลทันที…นี่คือความล้ำไปอีกขั้นของโลกแห่งการเซลฟี่

PEN E-PL8 ใช้แบตเตอรี่แบบลิเธียมอิออน รุ่น BLS-50 ความจุ 1210mAh ถ่ายภาพได้สูงสุด 350 ภาพต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง มีฝาเปิด/ปิดอยู่ด้านล่าง และในช่องเดียวกันนี้เป็นที่เสียบเมมโมรี่การ์ด แบบ SD Card(SDXC) สกรูสำหรับเชื่อมต่อขาตั้งกล้องเป็นโลหะทนทานต่อการขันล็อกเข้าออกเป็นประจำไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพอาหารที่ต้องการความคมชัดสูง หรือถ่ายภาพดวงดาวที่ต้องเปิดหน้ากล้องเป็นเวลานานด้วยฟังก์ชั่น Live Time, Live Bulb หรือ Live Composite อันเป็นเอกลักษณ์ของโอลิมปัส

 PEN E-PL8 มีระบบโฟกัสอัตโนมัติ 81 จุด สามารถเลือกระบบ Eye Detection AF สำหรับการถ่ายภาพบุคคล หรือจะเลือกเป็นกลุ่มเพื่อค้นหาวัตถุเป้าหมายได้ฉับไว และแม่นยำตามแต่การเลือกโหมดโฟกัส ได้แก่ Single AF(S-AF), Continuous AF(C-AF), Manual Focus(MF), S-AF+MF, AF Tracking(C-AF+TR) สถานการณ์เป็นเงื่อนไขต่อการเลือกใช้งาน อาทิ เป้าหมายอยู่นิ่งก็อาจเลือกเป็น S-AF หรือวัตถุมีขนาดเล็กและมีรายละเอียดมากก็ควรเลือกปรับแบบ MF เพราะจะมีฟังก์ชั่นขยายจุดโฟกัสขึ้นมาให้ใหญ่เห็นชัด ๆ ไม่หลุดโฟกัสที่ต้องการแน่ๆ ในการทดสอบครั้งนี้ก็มีโอกาสใช้งานเลนส์ M.Zuiko Digital ED 30mm f3.5 Macro เลนส์มาโครรุ่นใหม่ที่ออกแบบโครงสร้างได้ไม่แพ้รุ่นพี่เหมาะสำหรับวัตถุที่มีขนาดไม่เล็กมากแต่ต้องการความคมชัดสูง

Olympus PEN E-PL8 Specifications :

  • เซ็นเซอร์Live MOS ขนาด Micro4/3 ความละเอียดภาพ 16.1 ล้านพิกเซล
  • ระบบประมวลผลภาพ TruPic VII
  • เซ็นเซอร์วัดแสงแบบDigital ESP (324 area multi-pattern)
  • ระบบลดการสั่นไหว3แกน
  • จอทัชสกรีนขนาด 3นิ้ว  ความละเอียด 1.03 ล้านจุด ปรับพลิก180องศา
  • ถ่ายภาพต่อเนื่อง 7.4 ภาพ/วินาที
  • ระบบออโต้โฟกัส 81 จุด
  • สามารถตัดต่อClips ได้ในตัว, มีMovie Effect
  • มีระบบWi-Fi ในตัว
  • รองรับการ์ดบันทึกภาพได้แบบSDXC
  • บันทึกวิดีโอด้วยโหมดArt Filter
  • น้ำหนัก 326 กรัม (เฉพาะบอดี้)

เลือกใช้พื้นหลังแบบง่าย ๆ

เลือกใช้พื้นหลังแบบง่าย ๆ

วิธีง่าย ๆ ในการถ่ายภาพที่เหมาะกับมือใหม่คือ ต้องคิดก่อนว่าเราควรจะใส่อะไรเข้าไปในภาพ โดยที่ไม่ทำให้ภาพเกิดความสับสนของเนื้อหาในภาพ

ถ้าเป็นไปได้แรก ๆ ให้เลือกใช้ พื้นหลัง แบบธรรมดา ๆ เลย ธรรมดายังไงล่ะ ก็คือสีพื้นหลังที่ดูเรียบ ๆ ไม่มีรายละเอียดมากวนมาก เพื่อช่วยให้คนหรือแบบในภาพเด่นชัดขึ้น โดยเฉพาะดวงตา ทำให้คนดูมองไปที่ตัวแบบแทนที่จะดูฉากหลังแปลก ๆ ที่โดดเด่นแบ่งตัวแบบนั่นเอง แล้วก็เป็นไอเดียที่ง่ายซึ่งเหมาะกับมือใหม่ที่อาจจะจัดองค์ประกอบที่ซับซ้อนยังไม่ถนัดนัก

7 เคล็ดลับการเลือกฉากหลังให้ภาพถ่าย

  1. ใช้ฉากหลังที่ดูเรียบง่าย
    • บ่อยครั้งที่เราพบว่าฉากหลังบางทีอาจจะดูรกมากเกินจนแย่งความโดดเด่นของตัวแบบหลักเรา สิ่งที่เราทำได้ง่ายที่สุดก็คงจะเป็นการเลือกฉากหลังที่มันดูเรียบง่ายไปเลย ซึ่งนั่นจะทำให้ Subject ดูเด่นและมีความสำคัญมากขึ้น
  2. ใช้การละลายหลัง หรือการเว้นระยะระหว่างแบบกับฉากหลัง
    • เรื่องของการละลายฉากหลังก็ยังคงเป็นเรื่องที่ใช้ได้ดีอยู่ เราอาจจะเลือกที่จะใช้เลนส์ที่รูรับแสงกว้างเพื่อที่จะละลายฉากหลังให้มากขึ้น และหาจังหวะหรือจัดองค์ประกอบเพื่อให้ตัวแบบห่างจากฉากหลังเพื่อให้เกิดการเบลอที่ฉากหลังนั่นเองครับ ทำให้เราสามารถที่จะจับจังหวะของตัวแบบได้โดดเด่นและก็ยังมีเรื่องราวที่ฉากหลังให้เห็นบ้างได้ด้วย
  3. การถ่ายเจาะ หรือ CROP ภาพก็ได้
    • บางครั้งภาพที่เราถ่ายอาจจะเก็บเรื่องราวมาเยอะจนทำให้จุดสนใจ หรือแบบหลักในภาพมันโดนลดความสำคัญลง การ Crop ภาพ หรือการเลือกถ่ายเจาะจงตัวแบบนั้น ๆ ลงไปเลย จะทำให้เราระบุสิ่งสำคัญในภาพถ่ายเพื่อนำมาสื่อสารกับคนดูได้อย่างชัดเจน การทำแบบนี้จะแก้ปัญหาเรื่องฉากหลังที่รก แล้วก็ยังทำให้ตัวเรื่องหลักของเราโดดเด่นขึ้นได้ครับ
  4. ถ่ายภาพให้เกิดความสมดุล
    • หากเราถ่ายภาพท่องเที่ยว หรือการที่จะถ่ายเพื่อเก็บบรรยากาศซึ่งเราไม่สามารถไปทำอะไรกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ การจัดวางมุมภาพให้ดูสมดุลกันและเล่าเรื่องเป็นเรื่องราวเดียวกัน ก็จะทำให้ฉากหลังนั้นลงตัวกับเรื่องราวหลังได้ด้วย
  5. ลองเปลี่ยนมุมมองจากสถานที่เดิมดู
    • บางครั้งเพื่อให้เราได้ภาพถ่ายที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการถ่ายภาพท่องเที่ยว เราเพียงแค่ลองเปลี่ยนตำแหน่งของการถ่ายภาพ หรือเปลี่ยนมุมถ่ายภาพดู จัดองค์ประกอบใหม่ครับเพื่อให้ฉากหลังและตัวแบบในภาพเป็นเรื่องราวเดียวกัน การเปลี่ยนมุมมองเหมือนจะไม่ใช่เทคนิคอะไร แต่จริง ๆ แล้วถ้าสังเกตดี ๆ การที่เราเปลี่ยนมุมมองใหม่เราสามารถเลือกได้นะว่าจะเอาอะไรใส่เข้ามาในเฟรมภาพของเราหรือเราจะเลือกเอาอะไรออกจากเฟรมภาพที่มันรบกวนแบบหลักก็ได้ครับ ทำให้เรื่องราวในภาพมันดูลงตัวมากขึ้น
  6. ใช้เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสเยอะหน่อย
    • การใช้เลนส์ที่มีระยะโฟกัสที่เยอะขึ้น ทำให้ฉากหลังที่เราถ่ายกับตัวแบบนั้นถูกดึงเข้ามาใกล้ตัวแบบมากขึ้น นอกจากนี้ระยะซูมยิ่งมาก ฉากหลังก็จะโดนดึงเข้าหาแบบได้มากขึ้น หรือจะเลือกละลายฉากหลังก็ยังทำได้
  7. การใช้กรอบภาพ สร้างจุดสนใจให้กับตัวแบบหลักของภาพ จะเป็น FOREGROUND หรือ BACKGROUND ก็ได้
    • การใช้กรอบภาพตามธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งวิธีในการเลือกฉากหลังที่ช่วยให้สายตาของคนดูเพ่งไปที่ศูนย์กลางของกรอบนั้น เราสามารถที่จะเอาคน หรือเรื่องราวหลักใส่เข้าไปในกรอบก็ได้

ถ่ายภาพให้เห็นความชัดของฉากหลัง

ถ่ายภาพให้เห็นความชัดของฉากหลัง

ถ่ายภาพให้เห็นความชัดของฉากหลัง สื่อถึงมิติที่ลึกลงไป โดยเฉพาะการถ่ายภาพวิวกับคน

เมื่อเราถ่าย ภาพทิวทัศน์ (ภาพวิวนั่นแหละ) เรามักจะให้รายละเอียดกับความคมชัดทั้งภาพ การใช้เลนส์มุมกว้างสำหรับเก็บรายละเอียดกว้างมาก ๆ เข้าไปในภาพก็เป็นเรื่องที่เหมาะเหมือนกันที่จะให้ภาพเราเห็นถึงความลึกของภาพ หรือถ้าเราไม่มีก็เลือกใช้รูรับแสงที่แคบหน่อยเพื่อที่จะให้ระยะชัดครอบคลุมทั่วทั้งภาพ ถ้าหากว่าแสงเข้ากล้องน้อยเกินไป (หากถ่ายช่วยแสงน้อย และใช้รูรับแสงแคบ) ก็ควรมีขาตั้งด้วย

การถ่ายภาพทิวทัศน์

การถ่ายภาพทิวทัศน์ หรือที่นักถ่ายภาพบ้านเรานิยมเรียกทับศัพท์ว่า แลนด์สเคป (Landscape) เป็นหนึ่งในหมวดหมู่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของการถ่ายภาพ ซึ่งในการจะถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ให้ออกมาสวยงามไม่ได้มีเทคนิคอะไรที่ซับซ้อน  แต่สำหรับมือใหม่ก็อาจไม่ใช่เรื่องง่าย คำว่า ภาพวิวทิวทัศน์ที่ดี อาจมองได้หลายมุม บ้างว่าต้องแสงสวย บ้างเน้นที่การจัดวางองค์ประกอบของภาพ บางคนว่าต้องมีอารมณ์อยู่ในนั้น

บางความเห็นว่าต้องเป็นภาพที่มีความลึก และอีกสารพันคำตอบที่จะว่าไปแล้วก็แทบไม่มีข้อได้ผิด สำหรับมุมมองในส่วนของผู้เขียนเอง เห็นว่าทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องไม่อาจละเลยได้ทั้งสิ้น ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ภาพวิวทิวทัศน์ภาพนั้น ๆ มีคุณค่ามีความหมาย ภาพ ๆ นั้น จะต้องสามารถแสดงความเป็นเอกลักษณ์ หรือจุดเด่นของสถานที่นั้น ๆ ออกมาให้ได้มาที่สุด และเงื่อไขอันจำเป็นที่จะเอื้อให้เกิดภาพอย่างที่ว่ามานั้นก็ขึ้นอยู่กับเรื่องของ “เวลา”